Facebook :

Line ID :

กรุงเทพฯ : 02-7206844 (หัวหมาก) 02-8819344 (ปิ่นเกล้า)

เชียงใหม่ : 053-285157

ประสบการณ์ เรียนต่อที่ ออสเตรเลีย Embassy CES

อยากไปเรียนภาษา ป.ตรี - โท คอร์สระยะสั้น มหาวิทยาลัยแห่งออสเตรเลีย

เรียนต่อต่างประเทศ โปรโมชั่น เรียนภาษาทีออสเตรเลีย สอบถาม กรุงเทพฯ โทร 02 720684402 8819344 เชียงใหม่ โทร 053 285157


เรียนต่อต่างประเทศ 01 พ.ย. 60 เรียนต่อ ป.ตรี-โท ออสเตรเลีย พบกับเจ้าหน้าที่จาก QUT - Queensland University of Technology, Australia *พร้อมโอกาสรับทุน Triple Crown Scholarship และทุน 25% สำหรับคอร์สเรียนภาษา ณ OEC เชียงใหม่ อ่านต่อ เรียนต่อต่างประเทศ

เรียนบริสเบน ประสบการณ์ในการเรียนต่อที่ Embassy CES ออสเตรเลีย 

ประสบการณ์เรียนต่อที่ Embassy CES 

วันแรกของการเดินทางไปออสเตรเลีย 4 ก.ค. วันเสาร์  ตั้งนาฬิกาปลุก แล้วก็ให้ทางโรงแรม (มิโด้ สะพานควาย) โทรปลุกตอนตี 4 แล้วก็อาบน้ำ กินแซนด์วิชที่ซื้อมาเมื่อคืน (ซื้อมา 3 ชิ้น กินไป 2 ชิ้นก่อน เพราะหิวแล้ว เหลืออีกชิ้นนึงค่อยไปกินที่สนามบินละกัน) ประมาณตี 5 อี๊จุกกับอั๋นก็มารับไปสนามบิน ขึ้นทางด่วน 2 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 40 นาทีก็ถึง ไปถึงก็ไปดูบอร์ดเช็คอิน เค้าให้เช็คอินได้แล้วก็เลยลากกระเป๋าไปเช็คอิน ลุ้น ๆ กับวีซ่าแล้วก็ตั๋วเครื่องบินเพราะเป็นแบบ E-visa, E-ticket กลัวว่ามันจะผ่านมั้ยเพราะมีแค่กระดาษปริ้นท์เป็นหลักฐานเท่านั้นเอง ปรากฏว่าผ่าน ส่วนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่เอามา ตอนที่ชั่งที่บ้านได้น้ำหนักอยู่ที่ 25 กิโล แต่พอมาชั่งบนสายพานจริง ๆ ได้ที่ 25.8 กิโล ส่วนกระเป๋าลากใบเล็กที่ไม่โหลดขึ้นเครื่องชั่งที่บ้านได้ประมาณ 9 กิโล (แต่เวลายกไม่รู้สึกหนักเลย ยกได้สบายมาก) ส่วนกระเป๋าสะพายที่ใส่กล้องกับเน็ตบุ๊คได้น้ำหนักที่ประมาณ 5 กิโล (ถ้าเป็นโน้ตบุ๊คตัวเก่าเฉพาะตัวเครื่อง กับกระเป๋าแล้วก็สายไฟก็ 5.5 กิโลแล้ว)เสร็จแล้วก็ส่งเมลทางมือถือให้คุณซูซาน เจ้าของบ้านอีกทีว่ากำลังอยู่ที่สนามบิน จะขึ้นเครื่องแล้ว 

 

 ต่อจากนั้นก็เปิดบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ (Roaming) แล้วก็เติมเงิน แต่ทำไมเติมตังแล้วมันอยู่ได้แค่ 4 วันเอง


ตรวจกระเป๋าก่อนขึ้นเครื่อง

ประมาณ 7 โมงก็เข้าห้องผู้โดยสาร เดินเข้าไปเช็คพาสปอร์ต แล้วพอจะเข้าส่วนห้องพักผู้โดยสารก็มีการตรวจ x-ray ซึ่งก็พอคุ้นเคยมาก่อนว่าต้องเอาอะไรออกมาให้ตรวจบ้าง เมื่อคืนก็เลยเอากุญแจกับเหรียญต่าง ๆ ออกจากตัวมาใส่กระเป๋าใหญ่ไว้ แล้วก่อนเข้าไปตรวจก็ถอดนาฬิกา กับมือถือออกมาใส่กระเป๋าที่จะให้เค้าตรวจแล้ว แต่ปรากฏว่าเค้าตรวจละเอียดกว่าเดิมอีก ให้ถอดเข็มขัดออกด้วย แล้วก็กระเป๋าเป้ที่สแกนผ่านไปแล้วเค้าบอกว่าในกระเป๋ามีโน้ตบุ๊คอยู่รึเปล่า ถ้ามีให้แยกโน้ตบุ๊ค ออกมาสแกนใหม่ ก็เลยต้องเอาออกมาสแกนใหม่ แล้วก็ผ่านเข้าไปรอที่ห้องพักผู้โดยสาร คนนั่งกันเต็มเลย มีคนอินเดียเยอะมาก ซักพักก็ได้เวลาเรียกขึ้นเครื่อง (TG 991 มีฝรั่งหรือใครไม่รู้ถามกันว่าไฟลท์เบอร์อะไร ก็มีคนตอบว่า 911 ด้วย จะบ้าเหรอ)


ได้เวลาขึ้นเครื่องเสียที

พอจะเข้าเครื่องก็จะมีรถเข็นนิตยสาร-หนังสือพิมพ์วางอยู่ที่ปากประตูเครื่องบิน อันนี้เคยถามน้ำหวานที่เป็นแอร์การบินไทยแล้วว่าหยิบได้เลยมั้ย หรือต้องรอเค้าเอาไปแจก น้ำหวานบอกว่าหยิบได้เลยเพราะแอร์จะไม่เข็นไปแจก (ถึงว่าสิ เมื่อก่อนก็รอว่าเมื่อไหร่เค้าจะเอามาแจกก็ไม่เห็นแจกซักที) คราวนี้ก็เลยหยิบหนังสือพิมพ์ไปเล่มนึง นิตยสารเพื่อนเดินทาง(หน้าปกมาริโอ้) ไปอีกเล่มนึง กะว่าคงจะอ่าน 2 เล่มนี้กับเล่มที่อยู่บนเครื่อง ก็คงจะกินเวลาซักระยะ ส่วนที่เหลือก็คงจะนอนหลับไป 11 ชั่วโมงมันก็คงประมาณ น่าน-กรุงเทพนั่นแหละ พอขึ้นเครื่องก็ลากกระเป๋าไปนั่งที่นั่ง 42C อยู่ติดทางเดิน แต่ก็ใกล้หน้าต่าง คิดว่าเป็นทำเลที่ดีเพราะจะได้ลุกไปเข้าห้องน้ำได้ง่าย ๆ แล้วก็น่าจะมองเห็นวิวนอกหน้าต่างได้บ้าง

ตอนแรกว่าจะเอากระเป๋าลากยัดใส่ใต้เบาะคนข้างหน้า เพราะเคยทำมาแล้ว แต่คราวนี้ยัดไปปุ๊บก็ติดกล่องเหล็กอะไรซักอย่าง ยัดไม่เข้า ก็เลยต้องเอาขึ้นไปเก็บที่ช่องเก็บของข้างบน ซักพักก็มีคู่ฝรั่งชายหญิงอายุประมาณสี่สิบกว่า 2 คนมานั่งข้าง ๆ แล้วประมาณ 8.30 เครื่องถึงเริ่มเคลื่อนตัว จริง ๆ แล้วตามตารางต้องเป็น 8 โมงตรง แต่กัปตันบอกว่าเครื่องของเราเป็นคิวที่ 3 ต้องรออีก 2 คิวถึงจะบินได้ 

 

ซักพักเดียวก็ได้บินที่เบาะนั่งจะมีทีวีจอเล็กอยู่ที่เบาะของคนด้านหน้า จะใช้นิ้วจิ้มทัชสกรีนเลือกรายการหนัง ทีวี เพลง เกมส์ ก็ได้หรือจะใช้รีโมทที่อยู่ติดที่วางแขนก็ได้ ตัวรีโมททำได้ทั้งเล่นเกมส์ เป็นทั้งรีโมททีวี โทรศัพท์แบบใช้เครดิตการ์ดรูดก็ได้ หน้าจอเป็นแบบพิเศษด้วยคือเราจะมองเห็นแต่หน้าจอของตัวเองได้เท่านั้น คนอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในมุมตรงกับจอจะมองไม่เห็น จะดูหนัง หูฟังไม่ค่อยดีเลยดูหนังไม่ค่อยรู้เรื่อง หนังเป็นภาษาอังกฤษ (มีให้เลือกหลายเรื่อง) ไม่มีซับไตเติ้ลไทย ตอนแรกว่าจะฟังเพื่อฝึกภาษาไว้ก่อนถึง แต่มันฟังไม่ได้ก็เลยล้มเลิกไป ดูหนังไทยกับหนังจีนมีซับอังกฤษแทน

แจกรายการอาหารมีบอกว่า ช่วงค่ำมีอาหารว่างด้วย เสิร์ฟอาหาร ฝรั่งข้างๆก็สั่งแต่เบอร์เบิร์นกับโค้กตลอดทางแวะพักที่ซิดนี่ย์ เอาขนมเค้กวางไว้บนเครื่องไม่เอาลงเพราะกลัวโดนตรวจ แต่พอพักครึ่งชั่วโมงแล้วกลับขึ้นมาก็โดนเก็บไปแล้วเค้าเก็บหูฟังไปด้วย พอฝรั่งข้าง ๆ ขอหูฟัง เราก็เลยได้อันใหม่ด้วย อันนี้ดีก็เลยดูหนังได้ แต่อีกประมาณชั่วโมงนึงก็ถึงบริสเบน


ถึงบริสเบนแล้วจ้า เตรียมโดนเช็คกระเป๋า

ลงมาแล้วรอกระเป๋านานมาก พอได้กระเป๋าแล้วก็เอาเสื้อกันหนาวตัวหนาออกมาใส่ตัวนึง ส่วนอีกตัว ก็ใส่เป้เผื่อไว้ว่าข้างนอกจะหนาว เสร็จแล้วพอจะไปด่านตรวจมันมีสองช่องคือ มีของต้องสำแดงให้ไปเปิดกระเป๋า กับช่องไม่มีของต้องสำแดง ให้เอากระเป๋าไป X-ray แบบนี้เค้าต้องเห็นเรือกับหมอนใบชาแน่ ๆ เห็นคนอยู่ช่องเปิดกระเป๋ากันเต็มเลย แล้วป้ายประกาศขู่ต่างๆ ตลอดทางเดินและในห้องน้ำเรื่องสิ่งของต่าง ๆ การจับ การปรับ ตั้งแต่ที่ซิดนี่ย์มันหลอน ก็เลยตัดสินใจเข้าช่องมีของต้องสำแดงทั้ง ๆ ที่ในใบเช็คเขียนไปแล้วว่าไม่มี คนข้างหน้า ๆ ก็โดนกรีดถุงดูว่าในถุงมีอะไร เครื่องไม้ก็โดนเอามีดแซะดูว่ามีแมลงหรือหนอนติดมารึเปล่า แล้วของเราจะรอดมั้ยเนี่ย

 

พอเข้าไปถึงเจ้าหน้าที่ก็ต้องแบกไอ้กระเป๋าใบใหญ่ขึ้นบนเคาน์เตอร์ (เหมือนเคาน์เตอร์แคชเชียร์ตามซูเปอร์แต่ใหญ่กว่าหน่อย) ก็บอกเค้าไปว่ามีเรือลำเล็ก ๆ อยู่ลำนึง ทำด้วยไม้อัด (palywood) ไม่รู้ว่าจะผ่านรึเปล่า ปรากฏว่าลืมว่าเอาซุกไว้ไหน เพราะเปลี่ยนที่ไว้คืนวันสุดท้ายเพราะกะว่าจะไม่ให้เห็นถ้าใครมาตรวจ คุ้ยไปคุ้ยมาก็เลยต้องให้เค้าดูหมอนใบชา เค้าแกะถุงพลาสติกออก นึกว่าเค้าจะกรีดหมอนดูด้วยแต่ไม่กรีดแฮะ แล้วก็เลยต้องเอาโจ๊กซองให้เค้าดู เค้าก็ให้ผ่าน ชวนเค้าคุยไปเรื่อย ๆ เพราะยังหาไม่เจอ เค้าจะได้ไม่มาช่วยลงมือค้นเอง

 

ในที่สุดก็เจอเรือจนได้ เค้าก็ดูแล้วก็ให้ผ่าน เฮ้อ ค่อยยังชั่ว ก็เลยรีบโกยของลงกระเป๋าแล้วยกออกไปจัดด้านนอกเค้าน์เตอร์ (ยังเป็นคำถามคาใจว่าเอามาม่ามาได้มั้ย เพราะตัดสินใจเอาออกจากกระเป๋าก่อนเดินทาง)ออกมาด้านนอก คนมารับเป็นอินเดีย (เค้าไม่ค่อยบริการยกของมากแบบคนไทย) เดินออกมานอกสนามบินลักษณะเหมือนสนามบินเชียงใหม่ แต่ใหญ่กว่า อากาศไม่หนาวอย่างที่คิดไว้ ก็หนาวอยู่ แต่ไม่ได้หนาวจัด เหมือนเชียงใหม่วันที่หนาวมาก ๆ เท่านั้นเอง แล้วเค้าก็พาเดินไปที่รถแล้วก็ออกจากสนามบิน 5 ทุ่มกว่าแล้วตอนนั้น เมืองเงียบมาก แทบไม่มีรถเลย เค้าบอกว่าต้องเข้าไปในตัวเมือง คืนวันเสาร์คนจะไปเที่ยวกันในเมืองเยอะมาก เค้าบอกว่าเพิ่งรู้ว่าจะมารับใครก็เมื่อประมาณ 45 นาทีที่ผ่านมานี่เอง เค้าทำงานอยู่ที่บริษัทรถรับส่งนี่แหละ แต่จะมีรายชื่อกับสถานที่ขึ้นที่หน้าจอของเค้า เค้าบอกว่าปกติก็จะมีรถแท็กซี่มาที่สนามบินบ้าง แต่ดึก ๆ ก็มีน้อยหมู่บ้านอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน แถวหมู่บ้านมืดมาก


ได้เวลา ตามหาบ้านโฮส

ผมกับคนขับลงจากรถกันมาหาบ้านตามเลขที่บ้านที่จดมา เดินไปเดินมาถึงหาเจอเพราะบ้านมืดมาก มืดสนิทเลย เค้าไปกดกริ่งเรียกให้ที่ชั้นสอง แล้วก็ลองตะโกนเรียก เค้าถึงมาเปิดไฟเปิดประตู เจ้าของบ้านเป็นผู้หญิงดูห้าว ๆ แต่ก็ยิ้ม ๆท่าทางใจดี ผมเอาของชำร่วยเป็นถุงผ้าการบูรให้คนขับรถ เสร็จแล้วก็เดินเข้าประตูหน้าบ้านที่เป็นชั้น 2 ไป เค้ามีระเบียงเล็ก ๆ เหมือนห้องเก็บของอยู่ตรงหน้าบ้านแล้วก็มีโต๊ะอ่านหนังสือด้วย แล้วก็เป็นฉากกั้นแบบญี่ปุ่นกั้นระหว่างห้องระเบียงนี้กับตัวบ้าน ซูซานให้เอากระเป๋าวางตรงนี้ก่อนแล้วค่อยเข้าไปในบ้าน เจอผู้ชายเปิดประตูออกมาจากห้องเป็นฮวน (Juan) นั่นเอง ตอนแรกนึกว่าจะเป็นคนดำซะอีก เพราะเห็นว่ามาจากโคลัมเบีย แต่นี่หน้าตาเหมือนพวกยุโรปขาว ๆ เลย ทักกันนิดหน่อยแล้วเค้าก็เข้าห้องไป ในบ้านมีห้องอีกสองสามห้อง เห็นมีไฟเปิดอยู่ซูซานชงน้ำชาให้กินแล้วก็นั่งคุยกับซูซาน ซูซานบอกว่าเพิ่งเคยมีคนไทยมาพักเป็นคนแรก มีเบ็ตตี้ชาวเกาหลีทำงานเกี่ยวกับพวกอากาศยานกองกำลังอะไรประมาณนี้มั้ง ยังงง ๆ อยู่ไม่ค่อยเข้าใจ (นั่งนึกภาพผู้หญิงเกาหลีอ้วน ๆใส่แว่นตาหน้าตาดุ ๆ อยู่ แต่ยังไม่เห็นหน้า) แล้วฮวนก็เป็นครูอยู่ที่โคลัมเบีย ซูบอกว่าภาษาเค้าดีมาก แต่ก็พูดมาก แบบว่าพูดมากกกกอ่ะ ยูเข้าใจมั้ย ก็อือม์ นึกภาพออก ซูบอกว่าเคยมีแม่บ้านเป็นคนไทยมาทำความสะอาดให้ แต่ตอนนี้เบ็ตตี้เป็นแม่บ้าน (ถ้าเดาไม่ผิดขอคิดว่าเบ็ตตี้รับงานเป็นแม่บ้านให้ซูซานเลย) ซูลองเดินไปเรียกเบ็ตตี้ออกมาแต่ไม่มีเสียงตอบรับ ช่างเหอะ นี่ก็เที่ยงคืนแล้ว เค้าบอกว่ามีลูกสาวสองคน คนโตอีกซักพักก็จะย้ายออกไปอยู่กับแฟนแล้ว คนเล็กยังอยู่นี่ เค้าไม่ได้แต่งงาน แต่อยากมีลูก พวกเค้าสามคนพักกันอยู่ชั้นล่าง แต่ให้นักเรียนต่างชาติพักกันข้างบน 

 

เค้าให้นักเรียนต่างชาติมาพักประมาณสิบปีได้แล้ว ประมาณ 70% ของนักเรียนก็ดีไม่ได้มีปัญหาเสร็จแล้วเค้าก็พาไปที่ห้องสรุปว่าไอ้ระเบียงนั่นแหละคือห้องผม อึ้งนิด ๆ ว่ามันเล็กมาก แต่ก็พออยู่ได้ เค้าถามว่าจะอาบน้ำมั้ย บอกว่าขออาบหน่อยละกัน ทั้ง ๆ ที่มันก็หนาว ๆ เย็น ๆ อยู่ เค้าพาไปดูห้องน้ำ ห้องกว้างมาก (กว้างกว่าห้องนอนผมอีก) พื้นเป็นไม้ ทุกอย่างแห้งสนิท มีโซนอาบน้ำ เป็นอ่างอาบน้ำกั้นประตูพลาสติกไว้เค้าสอนวิธีเปิดน้ำ เสร็จแล้วก็กลับห้องไปควักเอารองเท้าฟองน้ำมาใช้ ไปอาบน้ำ หนาวมาก หาที่ล็อคประตูห้องน้ำไม่เจอเพราะตัวล็อคมันไม่ล็อค ที่แท้มีกลอนอันเล็ก ๆ อยู่หนือหัวเป็นกลอนเหมือนขอเกี่ยวหน้าต่างเวลาอาบต้องอาบน้ำภายในห้านาที ในห้องน้ำตรงที่อาบน้ำมีนาฬิกาทรายแปะผนังไว้ จับเวลา 4 นาที เสร็จแล้วก็มานั่งเขียนไดอารี่ได้นิดหน่อย แล้วก็เข้านอนประมาณตีหนึ่ง

แค่นี้ก่อนครับ เดี่ยวมาเล่าต่อ ไปนอนก่อน....


ฟังประสบการณ์เรียนต่อต่างประเทศ